ปลัดแรงงานฟันธง17ม.ค. ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องจบ 

ปลัดแรงงานฟันธง 17 ม.ค. ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องจบ หวังนายจ้าง-ลูกจ้างแฮปปี้ทั้งคู่ เปิดสูตรคำนวนใช้เกณฑ์แต่ละจังหวัดบวกบริบทจากส่วนกลาง เมื่อวันที่ 15 ม.ค.นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในวันที่ 17 ม.ค. หลังจากที่มีการเลื่อนการประชุมมาหลายรอบ ในขณะที่การประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ก็ไม่มีข้อสรุป ว่า ในวันที่ 17  ม.ค.นี้

อย่างไรก็ต้องพิจารณาและเคาะค่าจ้างขั้นต่ำให้จบให้ได้ เพราะถ้าไม่มีข้อขัดแย้ง หรือปัญหาอะไรก็ต้องจบ  ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า การประชุมก็มีทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ดังนั้น ก็ต้องให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเอาเกณฑ์แต่ละจังหวัด ซึ่งมีอนุกรรมการค่าจ่างจังหวัดเสนอเข้ามา ต้องพิจารณาว่ามีการทบทวนหรือไม่ และนำข้อเสนอดังกล่าวนำมาคิดคำนวณว่าถูกต้องตามสูตรคำนวณหรือไม่  ประกอบกับต้องพิจารณาบริบทจากส่วนกลางด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการแบ่งกลุ่มจังหวัดนั้นยังไม่ได้มีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม หรือแบ่งตามขั้นบันได ยังไม่มีการเสนอ สุดท้ายต้องมาพิจารณาในบอร์ดค่าจ้าง 17 ม.ค.นี้ ดังนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะแบ่งกลุ่มจังหวัดเป็นกี่กลุ่ม และจังหวัดไหนจะได้ปรับค่าจ้างขึ้นในอัตราเท่าใด

ด้าน นายประจวบ พิกุล คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า เชื่อว่าบอร์ด ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ต้องได้ข้อสรุปค่าจ้างขั้นต่ำ เนื่องจากจริงๆ แล้วไม่ได้มีข้อยืดเยื้ออะไรมาก เหลือเพียงว่าจะมีการแบ่งกลุ่มจังหวัดปรับค่าจ้างเป็นกี่กลุ่ม ซึ่งเดิมทีในการประชุมมีข้อเสนอถึง 20 กลุ่ม 20 ขั้นบันได ซึ่งมีจำนวนมากเกินไป และในหลายจังหวัดทางอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก อย่างจังหวัดระนอง ไม่ขอขึ้น ซึ่งเมื่อนำมาเข้าข้อมูลหรือเข้าสูตรคำนวณปรับค่าจ้างขั้นต่ำ จำเป็นต้องปรับขึ้นทุกจังหวัด ไม่ขึ้นไม่ได้ เพียงแต่ว่าต้องจัดกลุ่มให้เหมาะสม ซึ่งจริงๆควรอยู่ที่ 4 กลุ่มขั้นบันไดก็เพียงพอ โดยแต่ละกลุ่มจะเป็นออกเป็นจังหวัดที่ควรขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราเท่าไรก็ต้องมาพิจารณาตามสูตร เช่น ค่าจีดีพีของจังหวัดนั้นๆ และประสิทธิภาพแรงงาน เป็นต้น ซึ่งก็จะแบ่งไม่เท่ากัน ทั้งนี้ เดิมที่ต่ำสุดมีการพูดกันว่าอยู่ที่ 3 บาทได้หรือไม่ แต่ฝั่งลูกจ้างมองว่าขึ้นค่าจ้างจาก 300บาทมาเป็นวันละ 303 บาทจะเพียงพอค่าครองชีพกับสอดคล้องกับเศรษฐกิจของจังหวัดจริงหรือไม่ก็ต้องมาคำนวณ ซึ่งตรงนี้ยังไม่ทราบว่า กลุ่มจังหวัดที่ได้ต่ำสุดจะได้เท่าไร แต่สูงสุดนั้นตนมองว่าคงไม่น่าจะเกิน 12 บาท ซึ่งที่เป็นข่าวว่า จะขึ้นเป็น15 บาทนั้น ไม่น่าจะได้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews